รีวิว ‘Squid Game’ ชีวิตจริงโหดร้าย เกมแห่งความตายจึงเป็นความหวัง

Squid Game ซีรีส์แนวเกมรอดชีวิตที่ขึ้นอันดับหนึ่งของ Netflix ไปหลายที่รวมถึงในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ที่มีดีมากกว่าการพลีชีพเพื่อเงินรางวัล

เมื่อมองผ่าน Squid Game อาจดูเหมือนซีรีส์แนวเซอร์ไววัลธรรมดาทั่วไป ด้วยเรื่องที่ว่าด้วยการแข่งขัน เพื่อชิงเงินรางวัล 45,600 ล้านวอน ที่เดิมพันด้วยชีวิตในเกมเด็กเล่น 6 ด่าน แต่ Squid Game มีความแตกต่างด้วย บทที่ไร้ความปราณี ความง่ายของกติกาที่ทำให้เกมน่ากลัวกว่าเดิม งานอาร์ตไดเรกชั่น มุมกล้อง และการจัดแสงที่โดดเด่น เพลงประกอบที่ชวนกดดันและเพิ่มความเหนือจริง และความหมายแฝงที่อัดแน่นในทุกอณูทำให้ยิ่งดูยิ่งเห็นภาพของชีวิตจริงซ้อนทับกับเหตุการณ์ในเรื่อง เพราะทุกด่านและกฏกติกาต่างเป็นภาพสะท้อนของโลกภายนอก

เรื่องเริ่มมาด้วยการปูให้เห็นสังคมที่สะท้อนถึง ‘นรกโชซอน’ คำที่คนรุ่นใหม่ในเกาหลีใช้เรียกประเทศตัวเองที่ไม่ว่าจะพยายามให้ตายแค่ไหนก็ยากที่จะหลุดพ้นจากความจนได้ ผ่านทางสายตาของ ‘ซองกีฮุน’ (รับบทโดย อีจองแจ) ชายผู้ล้มเหลวในชีวิต คนต้องฝากความหวังไว้กับการรวยจากดวงอย่างการเล่นพนันม้า และแม้ว่าเขาจะโชคดีได้เงินมา แต่หนี้สินก็ทำให้เขาไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ จนสมัครเข้าร่วมเล่นเกมเพราะมันคือความหวังสุดท้ายของการหลุดพ้น แม้อาจจะต้องเจอนรกอีกขุมก็ตาม เช่นเดียวกับ ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ซึ่งต่างก็เป็นคนตัวแทนของกลุ่มคนที่ถูกสังคมทุนนิยมต้อนให้จนตรอกในวงจร จน เครียด เป็นหนี้ ซ้ำซ้อนไปมา ในขณะที่พวกเขาพยายามจะต่อสู้เพื่อจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม

‘ทุกคนเท่าเทียมกันในเกมนี้ ผู้เล่นทุกคนแข่งขันกันอย่างยุติธรรม ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน พวกเขาทรมานจากความไม่เท่าเทียมและการแบ่งแยกจากโลกภายนอก เราให้โอกาสสุดท้ายที่จะต่อสู้อย่างเท่าเทียมและเอาชนะได้แก่พวกเขา’

มองโดยรวมโลกในเกมช่างดูเป็น ‘ประชาธิปไตย’ และเท่าเทียมกว่าข้างนอกมาก มีกฏง่าย ๆ เพียง 3 ข้อคือ ห้ามหยุดเล่นโดยพลการ ผู้เล่นที่ไม่ยอมเล่นเกมจะตกรอบ และ จะสามารถยุติเกมลงได้หากผู้เล่นเกินครึ่งยินยอม ไม่มีการบังคับให้สมัครเข้าเล่นเกม ทุกคนใส่ชุดเหมือนกัน ได้รับอาหารเท่ากัน เล่นเกมภายใต้กติกาเดียวกัน แต่หากมองให้กว้างขึ้นจะเห็นความว่ามันคือความเท่าเทียมจอมปลอม เพราะขณะผู้เข้าแข่งขันกำลังเดินขึ้นบันไดไปทำหน้าที่ของตน มีคนอีกกลุ่มได้ทางลัดขึ้นลิฟท์ไปอยู่เหนือพวกเขา ทั้งเจ้าหน้าที่ชุดชมพูที่ปิดหน้า ทำหน้าที่อย่างแข็งขันโดยห้ามมีความเห็น ‘ฟรอนท์แมน’ คอยคุมกฏทุกอย่างและรายงานต่อ ‘วีไอพี’ ที่คอยดูอย่างสนุกสนานโดยใช้คำว่า ‘ให้โอกาส’ เป็นการบังหน้า ทั้งที่ความจริงการทำแบบนี้ก็ป่าเถื่อนไม่ต่างอะไรกับความของนักเลงทวงหนี้เมื่อต้นเรื่อง

หากเปรียบผู้เข้าแข่งเป็นประชาชน เจ้าหน้าชุดชมพูและฟรอนท์แมนคือรัฐ วีไอพีที่มาจากหลายชาติ ก็อาจจะสื่อถึงกลุ่มธุรกิจใหญ่หรือแชโบลที่แทบจะเรียกได้ว่าครอบครองประเทศในเกาหลีใต้และทุนต่างชาติจากประเทศมหาอำนาจที่คอยชักใยทุกอย่างอยู่เบื้องหลังในจุดที่สูงกว่าจนผู้เข้าแข่งขันได้แค่ภาวนาถึง สื่อผ่านการแต่งฉากให้คล้ายเป็นสัญลักษณ์ของสวนอีเดนในสวรรค์ต่างกับนรกที่ผู้เข้าแข่งขันกำลังเผชิญ ตัวเกมเองก็เป็นการเสียดสีกฏหมายและการใช้ชีวิตในสังคม และเมื่อเรานำตัวละครเหล่านี้ไปไว้ในฉากที่เป็นตัวแทนของชีวิตจริงเราจะเห็นภาพของชีวิตจริงที่ซ่อนไว้ใน Squid Game

หลายความเห็นอาจมองว่าเกมปลาหมึกในด่านสุดท้ายอาจไม่เร้าใจสมเป็นจุดไคล์แมกซ์ของเรื่อง แต่ความหมายที่แฝงไว้นั้นเข้มข้นสมเป็นด่านสุดท้าย โดยการให้ซองกีฮุนจากชนชั้นแรงงานเป็นฝ่ายบุก ที่ต้องกระโดดขาเดียวไปจนกว่าเขาจะข้าม ‘คอปลาหมึก’ เขาจึงจะเดินสองขาได้เหมือนโจซังอูจากชนชั้นกลางที่คอยตั้งรับและรักษาเขตแดน และเขาจะชนะหากต่อสู้จนได้ไปยืนอยู่ที่ยอดของสามเหลี่ยมบนตัวปลาหมึก เป็นการสรุปการต่อสู้ของชนชั้นแรงงานที่พยายามข้ามอุปสรรคและความไม่เท่าเทียมของชนชั้นไปสู่จุดจูงสุด ผ่านการละเล่นได้อย่างแยบยล และภาพของความยุติธรรมที่เกมสร้างไว้ก็พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ในฉาก นั้นเอง

เหตุการณ์ใน Squid Game จึงไม่ต่างอะไรกับภาพชีวิตที่เราเห็นทุกวันของผู้คนที่กำลังต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ในขณะที่ความจริงเขาอาจจะเป็นเพียงผู้เข้าแข่งขันในเกมที่ออกแบบไว้โดยคนเจนเนอร์เรชั่นก่อนซึ่งใกล้จะตายจากไป ทิ้งในคนรุ่นหลังติดอยู่ในเกมที่ถูกเล่นซ้ำไปไม่รู้จบ