รีวิวภาพยนตร์ Scream (2022) หวีดสุดขีด ภาค 5 หนังไล่เชือดฆาตกรหน้ากากผี

Scream (2022) หวีดสุดขีด เป็นภาพยนต์อีกเรื่องที่ครบรส ของหนัง Slasher (ไล่ฆ่า) ทั้งการแสดงของนักแสดงหลักอย่าง Tara Carpenter ที่รับบทโดย Jenna Ortega ที่เผชิญกับฆาตกร Ghostface (หน้าผี) ตั้งแต่ต้นเรื่อง ซึ่งโทรมาถามเรื่องเกี่ยวกับภาพยนต์เรื่อง Stab ที่เล่นคำถามบวกกับกดดัน Tara ไปเรื่อย ๆ จนถึงเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ตัวละครนี้ได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล และตัวละครพี่ Samantha ที่รับบทโดย Melissa Barrera ที่มีปมเกี่ยวกับครอบครัวที่ยังไม่ได้บอก Tara ดูหนังออนไลน์ Scream (2022) หวีดสุดขีด

ชื่อเรื่อง Scream หวีดสุดขีด
ประเภท สยองขวัญ , ระทึกขวัญ
นำแสดงโดย เนฟ แคมป์เบิล,คอร์ที่ย์ ค็อกซ์,เดวิด อาร์เคว็ตต์
กำกับโดย แมตต์ เบตติเนลลี-โอลพิน,ไทเลอร์ กิลเล็ตต์

เรื่องราว จุด Climax ของเรื่อง 3 ตัวละครนี้จะมีบทบาทพอสมควรเลยทีเดียว และยังรวมไปถึงกลุ่มเพื่อนที่มาสร้างสีสันและรวมไปถึงการร่วมกันค้นหา ‘ฆาตกรตัวจริง’ อย่าตัวละคร Amber Freeman ที่รับบทโดย Mikey Madison ซึ่งจะบอกใบ้ให้ว่าตัวละครนี้เป็นตัวละครที่เป็น Turning Point (จุดเปลี่ยน) หรือมีอะไรทีทำให้เราว้าวพอสมควรเลยทีเดียว และรวมไปถึง Wes Hicks ที่รับบทโดย Dylan Minnette และ Chad Meeks-Martin ที่รับบทโดย Mason Gooding เป็นกลุ่มเพื่อนสุดแสบที่มาสับขาหลอกและจะให้อารมณ์แบบ ‘คนนี้เป็นฆาตกรหรือเปล่านะ’ ซึ่งในภาพยนต์จะทำให้เรารู้สึกแบบนี้ตลอดต้นเรื่องจนถึงจบเรื่อง และยังมีตัวละครแฟนของ Samantha อย่าง Krisch ที่รับบทโดย Jack Quaid ที่โดยส่วนตัวผมชอบบุคลิกการแสดงเค้ามาก เพราะเป็นคนที่สามารถเฮฮาได้ทุกสถานการณ์โดยตอนท้าย ๆ เรื่องยังมีเรื่องที่น่าตกใจของตัวละครนี้อีกด้วยเดียว และยังมีการอ้างอิง ภาพยนต์หลาย ๆ เรื่องเช่น The Witch , Hereditary โดยเฉพาะเรื่อง Stab ที่ภาพยนต์นำประเด็นที่ว่า ‘มีฆาตกรมากกว่า 1 คน’ มาเล่น มากๆ นับเป็นอีกข้อดีของภาพยนต์ที่ดึงดูดใจผู้ชมได้มากพอสมควรเลย

ภาพรวม Scream การกลับมาของหนังระทึกขวัญฆาตกรไล่ฆ่าภายใต้หน้ากากขาว กำลังจะกลับมาอีกครั้ง โดยในภาคนี้จะเป็นภาคที่มีการนองเลือดมากที่สุดของแฟรนไชส์หนังชุดนี้ด้วย ซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าภายใต้หน้ากากขาวของฆาตกรในภาคนี้คือใคร…Scream ภาคนี้เป็นหนังภาคต่อจากหนังเขย่าขวัญวัยรุ่นชื่อดัง เมื่อช่วงปลายยุคปี 1990 ต่อเนื่องมาถึงช่วงต้นยุคปี 2000 ที่กลายเป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญที่มีแฟนๆ ติดตามเป็นจำนวนมาก กับปริศนาของฆาตกรหน้ากาก

โดยสรุปแล้ว Scream (2022) จังหวะฆ๋า จังหวะกดดัน ค่อนข้างทำได้ หวีดสุดขีด เป็นภาพยนต์ที่ ‘คุมทุกอย่างได้ดี’ ตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่องครับ ทั้งบุคลิกของนักแสดง ดนตรีประกอบฉาก ประเด็นของฆาตกร ปมและดราม่าต่าง ๆ ค่อนข้างทำได้ไม่ขาดตกบกพร้องและสมเหตุสมผลของภาพยนต์

บทความอื่นๆ