รีวิวภาพยนตร์ Top Gun: Maverick (2022) ท็อปกัน มาเวอริค

Top Gun: Maverick (2022) ถึงแม้ว่าจะเป็นการเสี่ยงอยู่ไม่น้อยทีเดียว กับการที่เลือกหยิบเอาไว้คลาสสิกที่เคยเป็นผลงานแจ้งเกิดของ “ทอม ครูซ” กลับมาปัดฝุ่นร้อยเรียงเรื่องราวเป็นภาคต่อที่ทิ้งห่างไปกว่า 3 ทศวรรษ ท่ามกลางยุคปัจจุบันที่กลุ่มผู้ชมหลักแทบจะไม่ได้รู้จักและคลุกคลีกับสตอรี่ในหนังต้นฉบับกันแล้ว แต่การมาของ “Top Gun: Maverick” ในครั้งนี้ ก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขามีของ และมีจุดแข็งที่แข็งจริง ๆ ที่จะสามารถซื้อใจและกวาดแฟนหนังรุ่นใหม่มาได้อยู่หมัด ดูหนังออนไลน์ Top Gun: Maverick (2022) ท็อปกัน มาเวอริค

ชื่อเรื่อง Top Gun: Maverick
ประเภท แอ็คชัน, ดราม่า
นำแสดงโดย ทอม ครูซ, เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี, วัล คิลเมอร์
กำกับโดย โจเซฟ โคซินสกี้
กำหนดฉาย 26 พฤษภาคม 2022
ความยาว 130 นาที

เรื่องราว 30 กว่าปีต่อมา หลังจากรับราชการเป็นนักบินระดับท็อปของกองทัพเรือของ พีท “มาเวอริค” มิทเชลล์ กลับมาสู่ที่ซึ่งเหมาะสมกับเขา เขากลับมาเป็นนักบินทดสอบผู้กล้าหาญและหลีกหนีจากความก้าวหน้าทางการงาน เขากลับมาฝึกหน่วยท็อปกันเพื่อปฏิบัติภารกิจพิเศษในรูปแบบที่ยังไม่เคยมีนักบินที่ยังมีชีวิตอยู่เคยเห็นมาก่อน มาเวอริคต้องเผชิญหน้ากับเรือโทแบรดลีย์ แบรดชอว์ หรือ “รูสเตอร์” ลูกชายของเรือโทนิค แบรดชอว์ หรือ “กูส” เพื่อนของเขาที่เสียชีวิตไปแล้ว เขาต้องพบกับอนาคตที่ไม่แน่นอนและอดีตที่ตามหลอกหลอน มาเวอริคต้องเผชิญกับความกลัวที่ฝังลึกอยู่ และปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ ซึ่งภารกิจนี้ผู้ที่ได้รับเลือกให้ร่วมบินต้องเสียสละอย่างที่สุด

ภาพรวม Top Gun: Maverick คืองานสร้าง ชนิดที่เราต้องยกนิ้วให้และมอบคะแนนเต็มไปโดยปริยาย เพราะทุกนาทีของหนังเรื่องนี้สัมผัสได้ถึงความละเอียดในการถ่ายทอดแต่ละซีน ไม่ว่าจะสัดส่วนฉากแอคชั่นบินผาดโผนต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดทุกอณูออกมาได้อย่างน่าทึ่งและตระการตา เป็นประสบการณ์ดูภาพยนตร์อีกรูปแบบหนึ่ง ที่เน้นย้ำว่าผู้ชมควรที่จะดูบนจอใหญ่ในโรงหนังจริง ๆ ขณะที่สัดส่วนฉากดราม่าและปมต่าง ๆ ก็สามารถขยี้ออกมาได้ลึกซึ้งถึงแก่น ซีนอารมณ์ต่าง ๆ ทำออกมาได้ถึง

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้หนังชวนติดตาม แม้ว่าจะไม่มีพื้นฐานจากภาคแรกมาเลยก็ตาม ต้องสารภาพว่าเกิดไม่ทันภาคแรกของหนังเรื่องนี้ และไม่มีความทรงจำเท่าไหร่ว่าเคยดูหนังต้นฉบับมาก่อนหรือไม่ เมื่อได้มาดูภาคต่อโดยที่ไม่มีภาพของภาคแรกอยู่เลย ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในอรรถรสของหนังอะไรเลย การเล่าเรื่องยังราบรื่นดี เพียงแต่ผู้ชมจะไม่มีความลึกซึ้งกับภาพความหลังต่าง ๆ ที่หนังหยอดเข้ามาเรื่อย ๆ แต่ดูเหมือนว่า เรื่องนี้ เป็นการหยิบเอาความคลาสสิกจากหนังต้นฉบับ มาผสมผสานกับเรื่องราวใหม่ในภาคนี้ ออกมาเป็นเมนูใหม่ที่มีรสชาติที่กลมกล่อมในรูปแบบที่ทันสมัย แต่ในขณะเดียวกันรสชาตินั้นก็ยังชวนให้หวนคิดถึงอดีตได้อยู่เนือง ๆ นับว่าเป็นอารมณ์ระหว่างดูหนังที่รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจแบบแปลก ๆ กับตำนานบทเก่ามาร่วมแจมกับตำนานรุ่นใหม่ที่มีผลลัพธ์ออกมาได้อย่างดีงาม

บทความอื่นๆ